การประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 31/2569

 


สพฐ. ย้ำดูแลเด็กทุกกลุ่ม ยกระดับความปลอดภัย-บริหารกำลังคน-ช่วยโรงเรียนน้ำท่วม พร้อมวางแผนโรงเรียนขนาดเล็ก ระยะ 5 ปี

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 31/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ, นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ 

นายพิเชฐ กล่าวว่า วันนี้ในที่ประชุมได้หารือหลายประเด็นเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและคุณภาพทางการศึกษา รวมถึงประเด็นความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่ง สพฐ. ได้เชิญนายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาให้ข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การเยี่ยมบ้าน การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง ตลอดจนการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย โดยใช้โรงเรียนและห้องเรียนเป็นฐาน พร้อมจัดกลุ่มนักเรียนที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงโฮมรูม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ครูจะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน เพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ประเด็นต่อมาคือการบริหารอัตรากำลังตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย สพฐ. จะพิจารณาอัตรากำลังทั้งส่วนกลาง เขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและลักษณะงาน มุ่งบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน และทำให้หน่วยงานมีความคล่องตัว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพให้กับนักเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 50 คน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5,813 โรงเรียนทั่วประเทศ โดย สพฐ. จะจัดทำแผนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) พร้อมทำ School Mapping จำแนกโรงเรียนและวางแผนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยส่วนกลางและเขตพื้นที่จะร่วมกันวางแผน และอาจมีแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน เป้าหมายสำคัญคือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพและสร้างโอกาสให้กับเด็กทุกคน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ให้ความสำคัญกับนักเรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการส่งเสริมเด็กที่มีความรู้ความสามารถให้ได้รับโอกาสแสดงศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งต้องขอชื่นชมครูและผู้บริหารที่ช่วยบ่มเพาะและพัฒนานักเรียนจนสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลก ขณะเดียวกัน เราจะไม่ทิ้งเด็กด้อยโอกาส โดยเตรียมพานักเรียนจากพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาทัศนศึกษาและเรียนรู้ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑล พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ไปเรียนรู้ในจังหวัดเชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอน เป็นการสร้างประสบการณ์และการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวทาง All for Education

“ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. มีความห่วงใยโรงเรียนและผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนกว่า 1 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพิ่มเติม เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเรียนได้ตามปกติ และนักเรียนได้กลับมาเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่า สพฐ. พร้อมสนับสนุนและช่วยเหลือครู ผู้บริหาร นักเรียน และโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ และจะไม่ทิ้งกันอย่างแน่นอน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว






การประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 30/2569

 


สพฐ. เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา พัฒนาผู้เรียนรอบด้าน แก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 30/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ 

โอกาสนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมนำผลจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา มาถอดบทเรียนและประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนและภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นในการสนับสนุนและดูแลสถานศึกษาอย่างเข้มแข็ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่าย ในการร่วมกันสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง อันเป็นการขับเคลื่อนแนวทาง All for Education ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้น ที่ประชุมได้รับทราบผลสรุปเวทีเสวนา กิจกรรม “Human Capital to Life Capital : จากทุนมนุษย์ สู่ทุนชีวิต” ระหว่างวันที่ 14–15 สิงหาคม 2569 ณ สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งนำเสนอทิศทางใหม่ของการศึกษาระดับมัธยมศึกษา มุ่งปรับจากการเน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการสู่การพัฒนาผู้เรียนรอบด้านให้พร้อมรับอนาคต ทั้งการพัฒนาหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงอาชีพ การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง การเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนค้นพบความถนัดและศักยภาพรายบุคคล ตลอดจนเชื่อมโยงโรงเรียนกับชุมชน สถานประกอบการ อุดมศึกษา และแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่ใช้ได้จริง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและประเทศ โดยมีผู้บริหารเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ครูเป็นโค้ช ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสนับสนุนการจัดการศึกษา พร้อมสร้างเครือข่ายและติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการประกวดผลงานแนวปฏิบัติที่ดีรายด้าน ระดับประเทศ ภายใต้การประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ ประจำปี 2569 “การเรียนรู้สู่การสร้างอาชีพ” โดยมีผลงานเข้ารับการประเมิน 295 ผลงาน จากโรงเรียนในโครงการ กพด. จำนวน 207 โรงเรียน และ 35 ห้องเรียนสาขา ครอบคลุม 6 ด้าน ผลการประเมินพบว่า ด้านส่งเสริมอาชีพมีผลงานระดับ “ดีเยี่ยม” สูงสุด 31 ผลงาน รองลงมาคือด้านอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น 24 ผลงาน และด้านส่งเสริมคุณภาพการศึกษา 19 ผลงาน สะท้อนการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม ทั้งความรู้ คุณธรรม ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสในพื้นที่ห่างไกล

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตครู คุณภาพการจัดการเรียนรู้ และผู้เรียน โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา (ศนค.) สามารถช่วยเหลือครูได้ 4,043 คน ลดมูลหนี้ในระบบได้ 4,851.6 ล้านบาท พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สถานีแก้หนี้ครู สถาบันการเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ และภาคีเครือข่าย อาทิ กระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ธนาคารออมสิน และชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย จำกัด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้ครูไทยมีวินัยทางการเงิน ปลอดหนี้ มีเงินออม และเกษียณอย่างมีคุณภาพ