การประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 8/2569

 

สพฐ. เร่งทำแผนปฏิบัติการอัตราลูกจ้าง ปี 69 พร้อมเดินหน้าปั้นครู-บุคลากร AI พลิกคุณภาพการศึกษา

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 8/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอาทิตยา ปัญญา และนางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการขออนุมัติกรอบอัตราลูกจ้างชั่วคราวสังกัด สพฐ. ประจำปี 2569 จากที่ สพฐ. เสนอขอกำหนดลูกจ้างชั่วคราว 22 ชื่อตำแหน่ง รวม 73,373 อัตรา ได้รับความเห็นชอบจากกรมบัญชีกลาง 14 ชื่อตำแหน่ง รวม 69,293 อัตรา และคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ได้อนุมัติให้เป็นลูกจ้างชั่วคราว เฉพาะปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 4 ชื่อตำแหน่ง รวม 7,588 อัตรา ประกอบด้วย ตำแหน่งครูผู้ช่วย 7,527 อัตรา ตำแหน่งครูช่วยสอน 33 อัตรา ตำแหน่งครูสอนศาสนาอิสลาม 20 อัตรา และครูพี่เลี้ยง 8 อัตรา พร้อมกันนี้ คปร. ได้มีมติให้ สพฐ. จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการบริหารกำลังคน โดยต้องกำหนดเป้าหมายให้เห็นเป็นรูปธรรม และมีระยะเวลาซึ่งจะบรรลุผลตามเป้าหมายอย่างชัดเจน ให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน โดย สพฐ. อยู่ระหว่างดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด และนำเสนอ คปร. โดยเร็วต่อไป เพื่อประโยชน์ของบุคลากรในสังกัด สพฐ. ทุกคน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการขับเคลื่อนหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนำความรู้ทักษะดิจิทัล และ AI ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระงาน และเพิ่มศักยภาพบุคลากร สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กรเป็นอย่างดี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย หลักสูตรการอบรมฯ สำหรับครูแกนนำประจำศูนย์ HCEC สังกัด สพฐ. (On-site) รวม 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “AI Prompting สำหรับครู ทำงานไวขึ้น บริหารง่ายขึ้นด้วย AI” และหลักสูตร “Essential AI Skills for All Teachers: ทักษะ AI สำหรับครูยุคใหม่”, หลักสูตรการอบรมฯ สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ. (Webinar) รวม 5 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “วางรากฐานการทำงานด้วย Cloud สู่ Dashboard” หลักสูตร “Digital Alchemy (พลัง AI & Cloud) พลิกงานเอกสารและเสกงานสอนให้ว้าว ด้วย Canva” หลักสูตร “Digital Vaccine รู้เท่าทันเทคโนโลยีและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล” หลักสูตร “Professional Al Talent Development พัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)” และหลักสูตร “Digital Law & Security / AI ETHICS กฎหมายดิจิทัล ความปลอดภัย และจริยธรรม” และหลักสูตรการอบรมฯ สำหรับข้าราชการและบุคลากร ส่วนกลาง (On-site) รวม 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “ปั้นนักการศึกษาสู่การเป็น Project Manager ยุคใหม่ด้วยพลัง AI”, หลักสูตร “Prompt Engineering และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการสารสนเทศ” และหลักสูตร “Application เพื่อการจัดทำเอกสาร” เป็นต้น

โอกาสนี้ ที่ประชุมได้ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับผู้บริหาร สพฐ. ใหม่ จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้มีประสิทธิภาพต่อไป




















การประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1/2569

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วม  โดยมีคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้บริหารสำนักต่างๆ ของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และร่วมประชุมออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting)

ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ได้กล่าวเน้นย้ำในที่ประชุมว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาเปรียบเสมือนการ “เขยื้อนภูเขา” ซึ่งต้องอาศัยพลังแห่งความมุ่งมั่น องค์ความรู้ที่หยั่งลึกถึงรากของปัญหา และแรงหนุนจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันทั้งสามปัจจัยยังไม่บรรจบอย่างสมบูรณ์ แต่ภารกิจของ สพฐ. ในฐานะเสาหลักของการพัฒนาเยาวชนไทย จำเป็นต้องก้าวเดินต่อไปอย่างหนักแน่น ท่ามกลางความท้าทายจากคุณภาพการศึกษาที่ถดถอยเมื่อเทียบกับนานาประเทศในภูมิภาค

ด้านนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี กล่าวว่า สพฐ. พร้อมขับเคลื่อนการยกระดับการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศในเดือนมีนาคมนี้ จะกำหนดประเด็นการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเป็นวาระสำคัญ พร้อมยึดหลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งส่วนกลาง เขตพื้นที่ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคม ภายใต้ 3 พลังขับเคลื่อน คือ ความมุ่งมั่น ความรู้ และการสนับสนุนร่วมกัน แม้บริบทของแต่ละพื้นที่จะแตกต่าง แต่สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นไปได้ และขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มความถี่ของการประชุมเป็นปีละ 4 ครั้ง เพื่อเร่งผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างชัดเจน

ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการติดตามการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและหลักสูตรประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2568 ตลอดจนแผนการขับเคลื่อนหลักสูตรประถมศึกษาตอนปลายในปีการศึกษา 2569 ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดคลินิกวิชาการ ลงพื้นที่ติดตามใน 5 ภูมิภาค และเตรียมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดี พร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลผลการใช้หลักสูตรเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรระดับประถมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2568 มุ่งต่อยอดจากรากฐานในช่วงชั้นต้น สู่การประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง พัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ เพื่อการเรียนรู้และการจัดการข้อมูลในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการสร้างพลเมืองที่รู้เท่าทันในทุกมิติ โดยมุ่งเสริมสมรรถนะสำคัญ 7 ด้านอย่างรอบด้าน พร้อมปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้งด้านคุณธรรม วินัย ความพอเพียง และจิตสาธารณะ ทั้งนี้ จะเริ่มนำร่องใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการขยายระยะเวลาการใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษากว่า 6,375 รูปแบบ ในสถานศึกษานำร่อง 20 พื้นที่ รวม 1,755 แห่ง และได้รับความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 7 ปี เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงระบบอย่างครบวงจร

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการขยายและยุบชั้นเรียน การรวมและเลิกสถานศึกษา เพื่อให้การบริหารจัดการสถานศึกษามีความเหมาะสม คล่องตัว และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาที่สูงขึ้นในระยะยาว